เรื่อยๆ มาเรียงๆ เที่ยวเองในยุโรปกลาง ออสเตรีย, เช็ก, ฮังการี 12 วัน 12 คืน กับงบไม่ถึง 48,000 บาท

จั่วหัวแบบกระทู้พันทิปดูสักครั้ง จริงๆ ราคา และจำนวนวันก็เป็นสิ่งที่คนอยากรู้เป็นสิ่งแรกๆ ฉะนั้นเลยตัดสินใจตั้งพาดหัวแบบนี้ซะเลย ทริปนี้ไปกันแค่ 2 คน คิดว่าถ้าไป 3-4 คนจะถูกกว่านี้อีก ตอนแรกประเมิณงบไว้ประมาณ 55,000 บาท (แนบที่คำนวนค่าใช้จ่ายไว้ตรงเอกสารขอวีซ่า) แต่พอดีทำอาหารกินเองกันหลายมื้อ (จริงๆ ต้องบอกว่า @TinyJ4ka ทำให้กินซะมากกว่า) ก็เลยใช้เงินไปน้อยกว่าที่คิดมาก เงินเหลือกลับมาเกือบ 200 ยูโร แม้ไม่ได้อยู่อย่างอดอยาก แต่เพราะอาหารมันไม่ถูกปาก ได้ลองไปกินอาหารท้องถิ่นร้านดังเหมือนกันนะ แต่มันไม่อร่อยถึงขนาดกินได้ทุกวัน ฉะนั้นอ่านถึงแค่นี้ อย่าเพิ่งค่อนขอดกันว่าอุตส่าห์ไปถึงยุโรปแต่ไปอดอยาก (แต่ก็พยายามประหยัดอยู่ 5555555)

ออสเตรีย, เช็ก และฮังการี เป็นประเทศเป้าหมายของหลายคน บางคนเรียกว่าเป็นดินแดนยุโรปตะวันออก ทั้งที่จริงๆ พื้นที่ยังอยู่ในยุโรปกลาง ที่ค่าครองชีพไม่สูงเทียบเท่าประเทศข้างเคียง (เยอรมัน กับสวิสเซอร์แลนด์) แต่เรื่องสถาปัตยกรรม หรือธรรมชาติค่อนข้างคล้ายกัน (ยืนยันจากคนที่เคยไปเที่ยวสวิสเซอร์แลนด์ และเยอรมันมาแล้ว) ใครขี้เกียจอ่านอยากดุแต่รูปก็สามารถไปดูรูปได้ที่ flickr ของเราได้เลย

1. ตั๋วเครื่องบิน

ทริปนี้จองตั๋วเครื่องบินโปรโมชั่นของ Qatar Airways ไปเปลี่ยนเครื่องที่กาตาร์ 1-2 ชั่วโมง ลงที่เวียนนา ประเทศออสเตรีย และกลับที่บูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ราคาประมาณ 20,000 บาท เป็นแบบ Multi-City (จริงๆ ถ้าเลือกรูทกลับเยอรมันก็ราคาเท่ากัน แต่เลือกฮังการี เพราะค่าครองชีพถูกกว่า 55555) นั่ง Qatar Airways มาแล้วรู้สึกดีกับบริการ และการจัดการ โหลดสัมภาระได้ 30 กิโลกรัม (กระเป๋าเราแค่ 15 กิโลเองทั้งไปทั้งกลับ), อาหาร น้ำดื่ม ของว่าง เสิร์ฟตลอดการเดินทาง มีผ้าปิดตา, แปรง และยาสีฟัน รวมถึงที่อุดหูให้ด้วย ไปเปลี่ยนเครื่องที่ Doha ก็สบายๆ จะมีเวลา 1-3 ชม. ก็ทัน สนามบินใหม่ ห้องน้ำสะอาด แถมเครื่อง A380 ยังโคตรใหญ่กว่าผู้โดยสารจะขึ้นครบก็กินเวลานานหน่อย แต่ก็จัดการดี แบ่งให้ขึ้นเป็น zone

ส่วนช่วงเวลาที่ไป ก็เช็คช่วงเวลากลางวัน จากเวลาการขึ้น และตกของดวงอาทิตย์ จาก TimeandDate และ อุณหภูมิโดยประมาณจาก Accuweather ชอบบรรยากาศแบบไหนก็เลือกเลย แต่ทริปนี้ตัดสินใจเพราะติดวันหยุด และคร่อม 2 เดือน ไม่ได้คิดอะไรมากจึงไปช่วงปลายเดือนตุลาคม แต่ดันโชคดีที่ได้ไปช่วงที่ชอบที่สุด นั่นคือฤดูใบไม้ร่วง เพราะไม่หนาวเกินไป และใบไม้ทยอยเปลี่ยนสีสวย

2. เส้นทางการเที่ยว

จุดประสงค์หลักของทริปคือ เที่ยว และพักผ่อน ฉะนั้นจะไม่ฝืนอัดเที่ยวเยอะๆ ไม่ไปไกลเกิน เดินทางไม่เยอะ เหนื่อยก็พัก เหนื่อยมากก็กลับห้องมานอน ฉะนั้นก็จะไม่พยายามไปหลายๆ ที่จนเหนื่อย และเดินทางไม่เยอะ ไม่นานเกินไป สรุปได้ว่าจะไป

  1. เวียนนา (Vienna), ออสเตรีย – สวย หรู ตึกรามบ้านช่องสวยงาม การเดินทางง่าย
  2. เชสกี้ ครุมลอฟ (Cesky Khumlov), เช็ก – เมืองเก่าเล็กๆ เป็นมรดกโลก เดินเที่ยวได้
  3. ฮัลสตัท (Hallstatt), ออสเตรีย – เมืองสวยที่มีทั้งเทือกเขา และทะเลสาบ
  4. เวียนนา (Vienna), ออสเตรีย – กลับมาจาก Hallstatt เป็นทางผ่านรถไฟ
  5. บูดาเปสต์ (Budapest), ฮังการี – มีแม่น้ำดานูบไหลคั่นเมืองเก่า และเมืองใหม่ สภาปัตยกรรมยิ่งใหญ่โอ่อ่า

snapshot97

จะเห็นได้ว่าเดินทางเป็น 3 เหลี่ยม กลับมาเวียนนาก่อนไปบูดาเปสต์ เพราะคุยกับเพื่อนแล้วว่าจะฝากกระเป๋าใหญ่ไว้ที่เวียนนา ตอนไปเชสกี้ ครุมลอฟ กับฮัลสตัท เราเอาไปแค่เป้ไปใบเดียวพอ เพราะเดินทางเยอะ (สรุป หิ้วถุงใส่ผ้าไป ใส่แล้วก็ทิ้งไว้นั่น เดินตัวปลิวสบายมาก)

ไม่ไปปรากเพราะอยู่ไกลออกไป และเท่าที่อ่านมาหลายคนบอกว่าปรากเหมือนบูดาเปสต์ และส่วนใหญ่ประทับใจบูดาเปสต์มากกว่า ฉะนั้นเราไปบูดาเปสต์อยู่แล้ว จึงไม่ไปปราก และไม่ไปบราติสวาลา เพราะคนที่ไปแล้วบอกว่าไม่ค่อยมีอะไร และเมืองเล็ก

3. ที่พัก

เลือกพักกับ Airbnb เลือกแบบ Entire Home/Apartment ซึ่งจะเป็นที่พักส่วนตัวทั้งห้อง หรือทั้งหลังเลย หลายที่มีครัว, เครื่องซักผ้า ให้ด้วย แต่ต้องลองคุยกับโฮส รวมถึงอ่านรีวิวคนที่เคยเข้าพักมาดีๆ ว่ามีจุดไหนที่เรารับไม่ได้หรือเปล่า พยายามเลือกที่ Cancellation: Flexible เพราะสามารถยกเลิกได้ก่อนพัก 1 วัน และได้เงินเต็มจำนวน ยกเว้นค่าบริการ Airbnb ส่วน Booking ก็เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการจองที่พักแบบยังไม่ต้องจ่ายเงินก่อน ค่อยไปจ่ายที่พักเลย (มีที่พักนึงก็จองกับ Booking) ลิสต์ชื่อกับลิ้งที่พักไว้ตรงนี้เลยแล้วกัน (ใช้ภาพจากเว็บที่จอง ไปจริงแล้วก็เหมือนในรูปเลย)

  1. Small but nice apartment near SCHÖNBRUNN ที่พักในเวียนนา โฮสต์ใจดีมาก คุยง่ายมาก ฝากกระเป๋าได้ มีผลไม้ให้ด้วย มีเครื่องซักผ้า มีเครื่องล้างจาน ตู้เย็น เตา จานชามช้อน พร้อมทำอาหารมากๆ ห้องเล็กแต่สะดวกมากๆ ใกล้ซับเวย์ด้วย มีไวไฟ หลอดไฟเป็นเซนเซอร์ มีเตียง 2 ชั้น ส่วนโซฟาเบดก็นอนได้
  2. Travel Hostel ที่พักที่ Český Krumlov เป็นโรงแรมที่มีคนพูดถึงเยอะ แต่ห้องส่วนใหญ่จะเป็นแบบนอนรวม และห้องน้ำแชร์กัน แต่เราจองแบบห้อง Suite ที่มีอยู่แค่ห้องเดียว นอนได้ 4 คน มี 4 เตียง มีโซฟาอีก (แต่ไปกันแค่ 2 คน) มีครัว มีห้องน้ำส่วนตัว ใหญ่มากกกก แถมราคาไม่แพงด้วย ที่นี่มีร้านอาหารด้วย ราคาก็ไม่แพง มีเบียร์ด้วย กินเสร็จเมากลับมานอนในห้องได้เลย
  3. Obertrauner Hof ที่พักใน Obertraun ฝั่งตรงข้าม Hallstatt เพราะสู้ราคาที่พักใน Hallstatt ไม่ไหวจริงๆ โฮสดีเช่นกัน มีอาหารเช้า สะดวกสบาย อบอุ่นดี ภายในห้องเหมือนโรงแรมทั่วไป  มีซุปเปอร์กับร้านอาหารใกล้ๆ ด้วย มีระเบียงชมวิวบรรยากาศดีมาก
  4. NEW boutique apartment in center ที่พักใน Budapest เป็นที่พักที่กรี๊ดเลยเพราะดีไซน์สวย ราคาไม่แพง แต่เอาจริงๆ บันไดขึ้นไปชั้นลอยที่มีเตียงอยู่ เดินยากไปหน่อย ถ้าเมาคงขอนอนชั้นล่าง…. มีครัว มีเครื่องซักผ้า มีไมโครเวฟ แต่ไม่มีเครื่องล้างจาน โฮสดีอีกเช่นกัน จริงๆ ที่ไปมาก็โฮสดีหมด

4. วีซ่า

จริงๆ เป็นสิ่งแรกที่ต้องคิด คือไปยุโรปต้องขอวีซ่า และประเทศที่ไปต้องใช้วีซ่าเชงเก้นได้หมดหรือปล่าว (ประเทศที่นิยมไปเที่ยวส่วนใหญ่ได้) ศึกษาแล้วว่าทำวีซ่าเชงเก้น (Schengen) ทีเดียวก็เข้าออกได้ทั้งออสเตรีย, เช็ก และฮังการี เรื่องวีซ่าขอเขียนยาวหน่อยเพราะตอนนั้นหาข้อมูล + เตรียมตัวไปค่อนข้างเยอะ และหลายคนคงมีคำถามในหัวกับเรื่องนี้มากพอสมควร

4.1 ขอวีซ่าเชงเก้น (Schengen) ที่ไหน ?

อยู่ที่ว่าเราลงที่ไหนเป็นที่แรก หรือ อยู่ประเทศไหนนานสุด หรือต้องไปทำงานที่ไหน (กรณีไปติดต่อธุรกิจ) ก็ให้ไปทำที่สถานทูต หรือตัวแทนของประเทศนั้นในไทย สำหรับการทำวีซ่าเชงเก้นของออสเตรีย และเช็ก ต้องทำผ่านตัวแทนซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกประมาณ 1,000 บาท งั้นก็วางแผนอยู่ฮังการีนานที่สุด แล้วทำที่สถานทูตฮังการี หลายคนที่เคยไปก็บอกว่านัดง่าย สะดวก ก็เลยวางแผนอยู่บูดาเปสต์ยาวที่สุด

4.2 ขอวีซ่าเชงเก้น (Schengen) ใช้เอกสารอะไรบ้าง

จาก ข้อมูลการขอวีซ่าจากสถานทูตฮังการี เฉพาะท่องเที่ยวนั้นใช้

  1. แบบฟอร์มขอวีซ่า ดาวน์โหลดในหน้าเว็บ จะเป็นไฟล์ PDF ปรินท์แล้วเขียน หรือจะใส่ text ผ่านโปรแกรมอ่าน PDF ก็ได้ สะดวกกว่า แล้วค่อยปรินท์ออกมา เจ้าหน้าที่จะได้อ่านง่ายๆ
  2. Passport ตัวจริง อายุเหลือมากกว่า 3 เดือน นับจากวันที่จะออกนอกเขตเชงเก้น
  3. รูปถ่าย พื้นหลังสีขาว ขนาด 1.5×2″ หรือ 2×2″ 1 รูป
  4. ประกันเดินทาง มีข้อแม้เยอะ แต่ตามบริษัทประกันก็จะมีให้เลือกประกันเชงเก้นอยู่แล้ว ก็ปรินท์ใบเสร็จที่ซื้อประกัน และรายละเอียดประกันที่ซื้อมา (บริษัทประกันมักส่งอีเมลให้เราครบอยู่แล้ว)
  5. ต้องมีที่อยู่ในไทย (ตอนนั้นเตรียมทะเบียนบ้าน พร้อมแปลไป แต่ไม่ได้ใช้)
  6. ค่าธรรมเนียมสำหรับการสมัครขอวีซ่า 60 ยูโร เตรียมมาเลย ไม่มีให้แลกเงิน
  7. แผนการเดินทาง เตรียมไปละเอียดพอสมควร จนเจ้าหน้าที่ชมเลย (เขิน) เดี่ยวแปะให้ดูด้านล่าง
  8. หลักฐานการจองตั๋วเครื่องบินไป-กลับ
  9. หลักฐานการจองที่พักตลอดการเดินทาง จอง Airbnb ก็ใช้ได้
  10. หลักฐานด้านการเงินจะใช้ bank statement หรือ bank certificate ย้อนหลัง 3 เดือนก็ได้ ของเพื่อนที่ไปด้วยยื่นสมุดบัญชีให้ไปเลย 555555
  11. ใบรับรองการทำงาน (ถ้าทำงานแล้ว) / หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท (ถ้าเป็นเจ้าของกิจการ) / ใบรับรองสถานภาพนักเรียน/นักศึกษา (ถ้ายังเรียนอยู่) เป็นภาษาอังกฤษ

ตอนนั้นยังเรียนโทอยู่ ไม่ได้ทำงานประจำ เลยใช้ใบรับรองสถานภาพนักศึกษา + bank certificate ของพ่อ + sponsor letter ที่แจ้งว่าพ่อจะออกค่าใช้จ่ายให้ พิมพ์ถึงสถานทูต และให้พ่อเซ็น + สูติบัตรสำเนาตัวจริง (ภาษาไทย) และฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง (เอกสารทุกอย่าง เราสามารถด้วยตัวเองได้นะ ดูรูปแบบการแปลได้ที่ ตัวอย่างคำแปลแบบฟอร์มเอกสารราชการ) ตรงนี้ตอนแรกอ่านจากพันทิปบอกว่าใช้ทะเบียนบ้านก็ได้ เลยเอาทะเบียนบ้าน พร้อมแปลไป แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าต้องใช้สูติบัตรเท่านั้น แต่ว่าสามารถส่งไฟล์มาทางอีเมลได้ทีหลัง ซึ่งดีมากๆๆๆๆ ไม่ต้องเอาเอกสารมาส่งสถานทูต

แผนการเดินทาง ที่เตรียมไปคือ summary แต่ละช่วงเวลาว่าอยู่ที่ไหน + เดินทางยังไง + ไปเที่ยวไหนบ้าง และตารางคำนวนค่าใช้จ่ายทั้งทริป พวกรถไฟ และรถที่จองไว้แล้วก็ปรินท์หลักฐานการจองให้เจ้าหน้าที่ด้วยเลย

4.3 นัดทำวีซ่าเชงเก้น

ลงวันนัดทำวีซ่า และไปยื่นหลักฐานตามที่เว็บสถานทูตแจ้งตามเวลาที่ลง ก็ควรไปก่อนเวลา ตอนนั้นไปแล้วได้ทำก่อนเวลา ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีก็เสร็จ รอ 14 วันก็ได้วีซ่าเรียบร้อย

5. ลุยที่แรก! เวียนนา (Vienna), ออสเตรีย (Austria) – สวย คลาสสิค ทันสมัย

ตัดฉับบินมาถึงเวียนนาเลยแล้วกัน เวียนนามี Vienna PASS และ Vienna Card ที่รวมค่าเดินทาง และค่าเข้าสถานทีบางที่เอาไว้ให้ แต่ดูแล้วไม่คุ้ม เพราะแพงไป เลยซื้อ Vienna Ticket แทน เป็นพาสเฉพาะเดินทางบัส, รถราง, ซับเวย์ จะเป็นนักท่องเที่ยว หรือคนออสเตรียเองก็ซื้อได้ (24-h 7.60 ยูโร, 48-h 13.30 ยูโร, 72-h 16.50 ยูโร) ซื้อที่ตู้ขายตั๋วได้ ใช้บัตรเครดิตซื้อตั๋วได้ด้วยนะ ซื้อแล้วต้องเอาบัตรไปปั้มวันที่กับเครื่องที่ติดอยู่ในสถานี สำหรับการเดินทางจากสนามบินเวียนนา ต้องซื้อตั๋ว Single ticket 2.20€ เพิ่มในระยะที่บัตร Vienna Ticket ไม่ครอบคลุมด้วย

ในออสเตรียรวมถึงฮังการี และน่าจะรวมถึงหลายประเทศในยุโรปไม่มีประตูเช็คตั๋ว คือเดินขึ้นรถไฟไปเลย แต่จะมีเจ้าหน้าที่สุ่มตรวจแทน ถ้าไม่มีบัตร หรือวันผิด ก็เตรียมเสียค่าปรับหลายเท่าได้เลย (ด้านล่างคือทางเข้าชานชาลาซับเวย์ที่ Stadtpark เครื่องสีน้ำเงินคือเครื่องปั้มเวลา)

gate to subway

เริ่มต้นด้วยเข้าไปเก็บกระเป่าที่ที่พักแล้วนั่งบัสไปลงด้านหลังพระราชวังเชินบรุนน์ (Schloss Schönbrunn) เพราะอ่านมาว่าเป็นเนินเขาด้านหลังที่ถ้าเข้าจากด้านหน้าก็ต้องเดินขึ้นเนินมา ถ้าเข้าด้านหลังก็จะเดินลงสบายกว่า แค่อยู่บนเดินนี้ก็ได้เห็นเวียนนาเกือบทั้งเมืองแล้ว (ใช้ Google Maps นำทางได้เลย)

บัสในเวียนนาใหม่ และสะอาดมากๆ และเท่าที่นั่งมายังไม่เจอช่วงที่บัสแออัด

เข้าทางประตูด้านหลังก็จะเจอ Gloriette ก่อน ที่ตอนนี้กลายเป็นร้านกาแฟ แต่ตอนที่ไปถึงยังไม่เปิด

Gloriette

หันไปเมืองทางพระราชวัง ก็จะพบกับวิวเมือง บนเนินเข้าที่เรายืนอยู่ โดยที่เราไม่ต้องเดินขึ้นเนินมา (5555555)

Schloss Schönbrunn

เดินลงมา แล้วหันกลับไปมองด้านหลัง แสดงให้เห็นว่าที่มาจากด้านหลังนี่มันเนินสูงจริงๆ ด้วย

RTSP0799

ช่วงที่ไปเป็นปลายตุลาคม ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีพอดี (ไม่ได้คิดเรื่องนี้ไว้ก็เลยเซอร์ไพรส์นิดๆ) อากาศเลยเย็นๆ ต้นไม้มีใบไม้หลากสี เจอผู้คนมาวิ่งออกกำลังกายกันแม้ว่าเวลายังคงเช้ามาก

Schloss Schönbrunn

ด้านหน้าพระราชวังเชินบรุนน์

Schloss Schönbrunn

สำหรับการเข้าชมด้านในต้องซื้อบัตร ในที่นี้ซื้อบัตรแบบ Grand Tour 15.9€ (ตอนนี้ 17.5€ แล้ว) ที่สำนักงานพระราชวังด้านหน้าไปเพราะเข้าชมได้ 40 ห้อง ภายในก็อลังการงานสร้างจริงๆ แต่ถ่ายรูปไม่ได้ดูภาพจากในเว็บพระราชวังเอาแล้วกันนะ 5555

เวียนนามีสถาปัตยกรรมขึ้นชื่อหลายที่มากๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็อยู่ในเมือง ทำให้การเดินทางง่ายมาก (ใช้ Google Maps ได้) ไม่ว่าจะนั่งบัส ขึ้นรถราง ลงซับเวย์ ก็สะดวกสุดๆ

ด้านในซับเวย์ บางทีมาเช้าๆ แล้วไม่ค่อยสะอาด มีคราบเหล้า หรือขวดอยู่บนพื้น เก้าอี้แบบหันหน้าเข้าหากันนี่ ถ้าคนตรงหน้าไม่ใช่เพื่อนก็จะเขินอยู่หน่อยๆ

RTSP0876

ตรงนี้คือย่าน Stephansplatz ที่มี มหาวิหารเซ็นต์สตีเฟน St. Stephen’s Cathedral (Stephansdom) อยู่กลางเมือง (ปิดซ่อมแซมบางส่วน) ถ้าย้อนกลับไปดูรูปที่ถ่ายจากเนินหลังพระราชวังเชินบรุนน์ก็จะเห็นมหาวิหารเซ็นต์สตีเฟนอยู่ทางด้านซ้ายของเมือง

St. Stephen's Cathedral

ด้านใน จริงๆ มีจุดให้ขึ้นบันไดวนไปด้านบน (เสียเงินเพิ่มด้วย) แต่เหมือนว่าช่วงที่ไปเค้าปิด

St. Stephen's Cathedral

ฝั่งตรงข้ามก็เป็นช็อปแบรนด์เนม เรียกว่ามาเที่ยววิหารเสร็จ ก็ช้อปต่อได้ ผู้คนก็ครึกครื้นดี จริงๆ ย่านนี้มีโรงแรมด้วย สร้างสถาปัตยกรรมให้กลืนกันไปเลย ดูคลาสสิคดี

Stephansplatz
Stephansplatz

เดินมานิดหน่อยก็จะเจอโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ St. Peter’s Church (Peterskirche) กำลังประกอบพิธีกันอยุ่เลย แต่ก็ได้รับอนุญาตให้เข้าไปได้

Peterskirche
Peterskirche

มาดูบรรยากาศยามเย็นบ้าง ยิ่งมืดลงเรื่อยๆ ก็มีการเปิดไฟ อาคารก็ยิ่งสวย (แต่อากาศก็เย็นขึ้นด้วย) นี่คือ Parliament หรือ รัฐสภา

Parliament

มีรถรางวิ่งรอบๆ อยากลงตรงไหนก็ลง

vienna tram

พระราชวังฮอฟบวร์ก (Hofburg Palace) ถ่ายแต่ด้านนอก

Hofburg Palace

ศาลาว่าการเมือง (Rathaus)
Rathaus

โรงละคร Burgtheater อยู่ฝั่งตรงข้ามนี่เอง

Burgtheater

เวลาเวียนกลับมาตอนเช้าอีกรอบ นี่คือรถรางรุ่นใหม่ขึ้นมา ดูทันสมัย ไปๆ มาๆ ก็ชักจะชอบการเดินทางด้วยรถรางแบบนี้ เพราะเส้นทางแน่นอนเหมือนซับเวย์ แต่ได้เห็นวิวด้านนอกเหมือนนั่งบัส พอพูดคำว่ารถรางในใจก้จะนึกถึงรถรางที่ญี่ปุ่นที่ไปมา มักเป็นเส้นทางเก่าแก่ รถก็เก่าแก่ตามไปด้วย แต่พอมาที่นี่ใช้รถรางในเมืองหลวงรู้สึกทันสมัยไปอีกแบบ

vienna tram

ป้ายรถราง

vienna tram stop

Vienna State Opera ที่นี่เป็นที่ถ่ายทำ Mission: Impossible—Rogue Nation ด้วยนะ

Vienna State Opera

พระราชวังเบลเวเดียร์ (Belvedere Palace)

Belvedere

พระราชวังอยู่บนเนินเล็ก (อีกแล้ว) แต่รอบนี้เล็กจริงๆ ก็เห็นเมืองเวียนนาจากมุมสูงนิดๆ

Belvedere Palace

เดินไปเรื่อยๆ ก็จะเจอ Unteres Belvedere ซึ่งเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะ เข้าไปในอาคารนิดหน่อย แต่ไม่ได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์

Unteres Belvedere

เดินทางมาที่โบสถ์ชื่อดังอีกที่ชื่อว่า St. Charles’s Church (Karlskirche) เป็นสถาปัตยกรรมแบบบาโรค แต่ดันปิดซ่อมแซม และไม่ให้เข้า ก็เลยนกไปตามระเบียบ

Karlskirche

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้บางคนอาจจะคิดในใจว่าเวียนนามีพระราชวัง กับโบสถ์ แม้กระทั่งสถาปัตยกรรมย้อนยุคโคตรเยอะ ทั้งใหญ่ ทั้งเยอะ ดูจนมึนไปหมดแล้ว ถ้าคุณคิดแบบนี้ล่ะก็…. เราคือเพื่อนกัน 55555 เยอะจนตาลายจริงๆ

มาดูเมืองเวียนนากันบ้าง (จริงๆ ก็คือระหว่างทางนั่นแหละ) อย่างที่บอกว่าบ้านเรือน อาคารหลายๆ ที่ก็สร้างมาหน้าตาคล้ายสถาปัตยกรรมยุคก่อนๆ (หรือนี่เป็นอาคารเก่าก็ไม่แน่ใจ) ทั้งเมืองเลยดูคลาสสิคไปหมด

vienna

เดินแล้วก็เพลินตาดี

vienna

เบื่ออาคารตึกรามบ้านช่องแล้วก็แวะเข้าไปสวนสาธารณะกันบ้าง นี่คือสวน Stadtpark

Stadtpark

สวนนี้มีขนาดใหญ่ มีพื้นที่ให้คนสามารถมาทั้งเดินเล่น หรือหากิจกรรมเล่นกับเพื่อนๆ

Stadtpark

หรือจะนอนอ่านหนังสือบนหญ้า ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย ก็ย่อมได้

Stadtpark

ในส่วนนี้ยังรูปปั้นสีทองของ Johann Strauss ที่กลายเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของเวียนนาไปแล้วด้วย

Johann Strauss

เวียนนาเป็นเมืองที่เดินไปตรงไหนก็สวย และค่อนข้างสะอาด พระราชวัง โบสถ์ก็เต็มไปหมด คิดว่าปลอดภัยระดับนึง และคนที่นั่นก็ดูไม่มีพิษไม่มีภัยแต่ก็อย่าลืมระวังตัว

ถ้าเปรียบเป็นผู้หญิง เวียนนาก็คงเป็นสาวสวย หรู มีเชื้อเจ้า และเคร่งศาสนามากๆ

6. ต่อกันกับ เชสกี้ ครุมลอฟ (Cesky Krumlov), เช็ก (Czech) – เมืองมรดกโลก

จากเวียนนา ประเทศออสเตรีย มายังเมืองเชสกี้ ครุมลอฟ ในเช็ก ใช้บริการรถแวนจาก Bean Shuttle จองไว้ตั้งแต่ก่อนไปขอวีซ่า ตอนไปขอวีซ่าก็ปรินท์ที่จองเที่ยวรถนี้ไปประกอบเป็นหลักฐานการเดินทางด้วย วิวระหว่างทาง

austria

เพราะออสเตรียติดกับเช็ก เป็นประเทศใน EU เหมือนกันก็เลยใช้วีซ่าเชงเก้นต่อเนื่องไปเลย (ฮังการีก็เช่นกัน) ข้ามพรมแดงมาแบบไม่รู้ตัวเพราะไม่มีด่านตรวจสอบอะไรเลย ถนนไปยังเชสกี้ ครุมลอฟค่อนข้างโหดพอสมควร โค้งเยอะมาก เล่นเอาเพื่อนที่ไปด้วยแทบอ้วก เชสกี้ ครุมลอฟเป็นเมืองเล็กๆ ไม่ต้องใช้รถ เดินรอบจนเมืองก็เป็นระยะทางไม่กี่กิโล ด้านล่างคือบริเวณ náměstí Svornosti (Town Square)

Cesky Krumlov

อยู่ที่นี่เหมือนได้ย้อนอดีตมากกว่าเวียนนาเยอะมากๆ ซึ่งจริงๆ แล้วที่นี่เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ราคาอาหารย่อมเยาว์นัก แต่ไม่รับเงินสกุลยูโร ต้องไปแลกเงินในใกล้สถานีตำรวจ หรือร้านอื่นๆ ซะก่อน และปกติคนก็เยอะมากๆ แต่พอดีตื่นเช้า เลยได้เก็บภาพแบบเมืองไร้ผู้คน

Cesky Krumlov

Castle Tower ที่มองเห็นชัดตั้งแต่อยู่ในเมือง (เพราะเมืองเล็กมาก)

Castle Tower

Castle Tower เป็นหอคอย สามารถมองทั้งเมืองได้ ต้องขึ้นบันไดวนเพื่อขึ้นมาบนนี้ ทางขึ้นก็ทรหด เสียวจะร่วงหน่อยๆ ถ้าพาคนแก่มาก็ไม่แนะนำให้ขึ้น

Cesky Krumlov

Cesky Krumlov

Castle Tower นั้นเป็นส่วนหนึ่งของ Cesky Krumlov Castle ซึ่งเราสามารถเดินไปเรื่อยๆ จนทะลุสวนด้านหลัง หรือเดินเลาะแม่น้ำมาเรื่อยๆ ได้เลย

Cesky Krumlov Castle

Cesky Krumlov

ใครมาที่เมืองนี้แนะนำให้นอนสักคืน บางคนอาจจะต้องตัดสินใจเลือกระหว่างนอน 1 คืน หรือเป็น one day trip มาเช้าเย็นกลับ เพราะส่วนตัวไม่ชอบคนเยอะๆ ตอนที่มาถึงช่วงบ่าย แล้วคนแออัดก็เบื่อนิดหน่อย แต่พออีกวันได้ตื่นเช้ามาเดินเล่นก็ประทับใจมากๆ อีกอย่างทางมานี่ก็ค่อนข้างสาหัสด้วย ถ้าไปเช้าเย็นกลับก็อาจจะเหนื่อยได้

ถ้าเปรียบเป็นผู้หญิง เชสกี้ ครุมลอฟก็คงเป็นสาวโบราณบ้านนอก ที่น่ารัก และอบอุ่น

7. พลาดไม่ได้กับ ฮัลสตัท (Hallstatt), ออสเตรีย (Austria) – เมืองในฝัน

Hallstatt อ่านออกเสียงว่า ฮัล-ชะ-ตัด (รุ่นพี่ที่ไปฝึกงานที่เยอรมันบอกมา) พูดถึงเยอรมันแล้วต้องบอกว่า ภาษาที่ออสเตรียใช้ก็เป็นภาษาเยอรมัน และอาหารก็คล้ายคลึงกับเยอรมันมากๆ ฉะนั้นเวลาคุยภาษาอังกฤษกับคนออสเตรียก็จะสื่อสารกันง่าย เพราะเป็นภาษาที่ 2 เหมือนกัน คนเค้าจะพูดช้า และใช้คำง่ายๆ จาก Cesky Krumlov มาที่ Hallstatt ใช้บริการ Bean Shuttle อีกครั้ง เส้นทางจากเชสกี้ คลุมลอฟมาถึงฮัลสตัทค่อนข้างแย่มาก เมารถกันไป

Hallstatt เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากๆ คนไทยเองก็มาเที่ยวกันเยอะ มีภูเขาโอบทะเลสาบ มีถนนคมนาคมได้ง่าย รวมถึงมีเรือข้ามฟากมายังเมือง Obertraun เมืองที่อยู่ติดกัน ที่มีทางรถไฟอีกด้วย (แต่จะมาทางถนนก็ได้) ที่นี่อยู่ใกล้ Salzburg (แต่ไม่ได้แวะไป) ซึ่งเกือบจะติดกับประเทศเยอรมันแล้ว เรียกได้ว่าห่างไกลกับเวียนนามากพอสมควร เปิดด้วยมุมยอดนิยมก่อน…

Hallstatt

มาถึงแล้วขึ้นเคเบิ้ลคาร์ ไปบนเขา ใกล้เหมืองเกลือ (Salzwelten) ก่อนเลย เพราะรถ Bean Shuttle จอดให้ลงตรงนี้ แต่ไม่ได้เข้าไปในเหมืองเกลือนะ ถ้าเข้าก็จะมีกิจกรรมพวกสไลด์ตัวมืดๆ ในเหมือง

Salzwelten

ด้านบนเขานี้มีจุดชมวิวที่เป็นวิวมรดกโลก (World Heritage View) มองไปเห็นถูกเขาอีกฟาก และแทบจะเห็นทะเลสาบทั้งหมดทั้งซ้ายทั้งขวา

World Heritage View
Hallstatt panorama view

ของจริงสวยกว่าในรูปที่ถ่ายมาเยอะ ตรงนี้มีร้านอาหาร ติดระเบียงชมวิวภูเขาได้ด้วย เลยตัดสินใจกินกันตรงนี้ เป็นการกินอาหารที่วิวสวยมากๆ

World Heritage View

ด้านล่างนี้คือเมือง Hallstatt ส่วนที่เป็นจุดท่องเที่ยว และร้านอาหาร

Hallstatt

ส่วนเมืองฟากโน้นก็คือเมือง Obertraun

Obertraun

กว่าจะมาถึง Hallstatt ขึ้นมาบนเขา ชมวิว และกินข้าวก้กินเวลาไปสักพัก ก็เลยตัดสินใจไปที่พักที่ Obertraun ก่อน เพราะจะนอนที่นี่ 2 คืนเลย (ส่วนใหญ่คนมาเที่ยว Hallstatt นอนกัน 1 คืน) ในการเดินทางระหว่างเมือง Obertraun กับ Hallstatt รอบนี้ใช้บัสเดินทาง เพราะเรือข้ามฟากดันไม่วิ่ง แต่ก็สะดวกดี บัสวิ่งไม่นาน ไม่เกิน 10 นาทีก็ถึงแล้ว ราคาประมาณ 2 ยูโร

hallstatt_bus

เมือง Obertraun นั้นมีแต่บ้านคน และสัตว์เลี้ยงดูเงียบเชียบ ร้านอาหาร และซุปเปอร์พอมี เรียบง่ายดี

Obertraun

มีแม่น้ำที่ต่อจากทะเลสาบไหลผ่านก่อนจะข้ามมาที่เมืองนี้

Obertraun

กลับไปที่ Hallstatt ในสายวันต่อมานั่งบัสที่ขับมาจอดเลยเมือง Hallstatt มานิดนึง เพื่อเดินย้อนกลับเข้าเมือง ก็จะได้เห็นมุมยอดนิยมมุมนี้

Hallstatt

ในรูปจะเห็นว่ามีเรือแล่นผ่านด้วย (ที่ไม่ใช่เรือโดยสาร) พอเดินไปก็พบกับจุดเช่าเรือ จำได้ว่าเพื่อนที่มาด้วยกลัวน้ำมาก แต่พอถามแล้วเพื่อนโอเค ก็เช่าเรือ ขับกันไปเล้ยยยยยย!!

boat rental

โบสถ์ Hallstatt Lutheran Church จุดสนใจหลักของเมือง ร้านเช่าเรือก็อยู่ใกล้ๆ โบถส์นี้นี่เอง (ถามเพื่อนทีหลัง ว่าทำไมถึงยอมลงเรือไม่กลัวน้ำแล้วเหรอ เพื่อนตอบว่า กลัว อ้าว 5555555 เออ แต่ก็ขับเรือกันมาแล้ว) เพราะมาช่วงใบไม้ร่วง ก็เลยได้เห็นใบไม้เปลี่ยนสีหลายต้นสวยดี เพราะมักจะเห็นเมืองนี้ผ่านรูปถ่ายในหน้าหนาว ที่เต็มไปด้วยหิมะ

Hallstatt

ขับเรือออกมา ก็ได้เห็นมุมมองอีกแบบของเมือง Hallstatt

Hallstatt

อาคารอีกฝั่งใน Google Maps เขียนว่าคือ Grub

Grub

เรือสามารถขับได้ทั่วทั้งทะเลสาบเลย แต่อย่าเข้าใกล้ชิดฝั่งเกินไปเพราะมีหินอยู่ อาจจะกระแทกท้องเรือได้ นอกจากเรือแล้วยังมีหลังคากันแดดให้ด้วยนะ… แต่ไม่มีชูชีพ แน่นอนว่าถ้าเรือแตกก็ต้องเอาตัวรอดเอง 5555

RTSP2125

หลังจากขับเรือแล้วก็ขึ้นฝั่งที่เดิม และได้เวลาเดินในเมือง Hallstatt สักที ที่นี้นอกจากจะมีโบสถ์แล้ว ก็จะมีจตุรัสกลางเมือง เบื้องหลังเป็นใบไม้ที่กำลังเปลี่ยนสีรับฤดูหนาว เป็นจุดที่สวยงามอีกจุด

Hallstatt

เค้าว่ากันว่ามาถึงที่นี่ต้องกินปลาเทราต์ย่าง เพราะเป็นอาหารขึ้นชื่อมากๆๆๆๆ ก็ได้ลองกินปลาเทราต์ตัวละเกือบ 20 ยูโร (800 บาท) พบว่า ก็คล้ายๆ ปลาดุกย่าง ฉะนั้นใครไปแล้วอย่างน้อยก็ต้องกินสักครั้งล่ะ จะได้ไม่กินอีก (ผิด) ก็แล้วแต่ความชอบของคนล่ะนะ 55555555 ร้านอาหารที่นี่มีเยอะ แต่ราคาก็แรงมากสมกับเป็นเมืองท่องเที่ยวจริงๆ และไม่ว่ายังไงก็ต้องกินเพราะมีทางเลือกไม่เยอะ

เดินจากสุดเมืองอีกฝั่งมาถึงอีกฝั่งในระยะไม่ไกลมาก แต่ก็เดินได้เรื่อยๆ เพราะเมืองสวยดี เป็นเมืองโรแมนติค ใครจะมาฮันนีมูน หรือมาเที่ยวกับแฟนก็แนะนำเลย

Hallstatt

ถ้าเปรียบเป็นผู้หญิง ฮัลสตัทคือลูกคุณหนูที่หนีความวุ่นวายจากเมือง มานอนสวยๆ ที่บ้านพักตากอากาศ ใกล้ชิดธรรมชาติ

เกี่ยวกับรถไฟจากฮัลสตัท ก็นั่งรถไฟกลับมายังเวียนนาด้วยรถไฟของออสเตรีย ซึ่งก็คือ ÖBB ที่มีเส้นทางทั้งในออสเตรียเอง และไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างเช็ก, ฮังการี, เยอรมัน, สวิสเซอร์แลนด์ เป็นต้น จองก่อนทำวีซ่า และปรินท์มาเป็นหลักฐานในการยื่นวีซ่าเช่นกัน จองล่วงหน้านานๆ จะได้ราคาโปรโมชั่นที่ราคา 19 ยูโร แต่เจอปัญหาว่าเส้นทางช่วงต้นปิดซ่อม (รู้เพราะกดเข้าเช็คในเว็บเรื่อยๆ) แต่ทางการรถไฟก็จัดเตรียมรถมารับไปส่งต่อสถานีที่มีรถไฟวิ่งให้ แต่เลท เลทมากกกก จนพลาดขบวนที่ควรต้องขึ้นแต่ก็ใช้ตั๋วใบเดิมขึ้นคันต่อไปได้ สรุปว่าถึงเวียนนาช้ากว่ากำหนดเกือบ 2 ชั่วโมง สำหรับตั๋วในประเทศอันนี้ในเว็บบอกว่าสามารถปรินท์เป็นตั๋วได้เลย มี Qr Code 2 มิติในตั๋ว ไม่ต้องไปออกตั๋วใหม่ ตั๋วใบนึงปรินท์มาใบเดียวใช้ได้ทั้ง 2 คนเพราะในตั๋วระบุว่ามีผู้ร่วมเดินทางกี่คน

รถไฟของ ÖBB มีหลายแบบ ที่ได้นั่งจากฮัลสตัทมายังเวียนนาจะเป็นรถไฟแบบ REX ก่อน รถไฟแบบโดยสารระหว่างเมืองของออสเตรียยังคงความใหม่ และสะอาด (ที่สกปรกที่สุดขงเป็นซับเวย์ในเวียนนา แต่ไม่ถึงกับแย่)

oebb_train

และมาเปลี่ยนเป็นขบวน IC เป็นตู้แบบเป็นห้องแยกเล็กๆ ไม่ได้จองที่นั่งมาเพราะเสียเงินเพิ่ม ก็หาที่นั่งว่างเอา นั่งหันหน้าเข้าหากัน มีปลั๊กมีโต๊ะให้ดึงมาวางโน็ตบุ๊คได้

oebb_train02 IC

8. ปลายทางที่ บูดาเปสต์ (Budapest), ฮังการี (Hungary) – อลังการงานสร้าง

แน่นอนว่าเส้นทางจากเวียนนา ไปยังบูดาเปสต์ประเทศฮังการี ก็จองตั๋วรถไฟ ÖBB เช่นกัน รถไฟความเร็วสูงที่สุดนั้นคือ Railjet (RJ) ที่สามารถวิ่งได้ด้วยความเร็วสูงสุด 230 km/h จองล่วงหน้านานก็เลยได้ตั๋วในราคา 19 ยูโรเช่นกัน (แต่ถ้าไม่ได้นั่งคันที่เป็น Railjet อาจจะได้ราคาถูกกว่า แต่อาจจะเสียเวลามากกว่า) แต่ตั๋วของการนั่ง railjet ที่เป็นระหว่างประเทศต้องมาขึ้นตั๋วที่เครื่องอีกที (ตอนจองก็มีบอกแหละนะ) ต้องกดออกมาให้ได้ตั๋วคนละใบ

OEBB ticket machine

จะเห็นได้ว่ามีบัตรสำหรับจากยาน และน้องหมาด้วย ลืมบอกไปตอนต้นว่าที่นี่เอาสัตว์ขึ้นซับเวย์ หรือบัสได้ด้วย แต่ก็ต้องจ่ายค่าโดยสารเฉพาะด้วยนะ

หน้าตารถไฟขบวนอื่น ขบวนนี้น่าจะ IC

OBB Train

Railjet เข้าเทียบชานชาลา หน้าตารถไฟของ ÖBB คล้ายๆ กันหมด และมาในธีมสีแดงตามโลโก้

ด้านในส่วนใหญ่ก็เป็นที่นั่งหันหน้าไปทางเดียว แต่ก็มีแบบหันหน้าเข้าหากันแบบมีโต๊ะ แต่ละตู้มีหลายโต๊ะเลย (ถ้า KTX ที่เกาหลีตู้นึงจะมีแค่ 2-3 โต๊ะ และมีคนจองไปหมดแล้ว) ที่นั่งมีปลั๊กให้เสียบ และมี Wi-Fi ฟรีให้ด้วย (เฉพาะพื้นที่ในออสเตรีย) มีห้องน้ำด้วย รู้สึกประทับใจในความใหม่ และสะอาด แล้วก็มีเจ้าหน้าที่มาตรวจตั๋ว และพาสปอร์ต

ÖBB Train Railjet

จริงๆ แล้วการมาบูดาเปสต์ จากเวียนนาก็สามารถมาด้วยรถไฟของฮังการีได้ แต่ไม่ได้ดูไว้ พอมาถึงฮังการีก็ได้เห้นรถไฟข้ามเมืองของฮังการี เป็นธีมสีฟ้าตัดกับ OBB สีแดงมาก สภาพน่าจะใช้งานมาอย่างหนัก

IMG_20151029_144939

มาถึงแล้วก็จัดการแลกเงินที่สถานีรถไฟเป็นอย่างแรก เพราะที่ฮังการีใช้เงินสกุล HUF ไม่ใช้ EUR แลกกับเคาท์เตอร์การรถไฟ แต่แลกไม่เยอะสำหรับซื้อบัตรโดยสาร เพราะไว้เข้าไปแลกในเมืองที่เรทดีกว่าอีกที

บัตรโดยสารของบูดาเปสต์มีรูปแบบคล้ายกับที่เวียนนาคือ มีแบบเที่ยวเดียว และแบบเหมาเป็นวัน, 7 วัน
หรือทั้งเดือน เรียกว่า Budapest Travelcard มีเครื่องจำหน่ายบัตรอยู่ตรงท่ารถ และมีหลายจุดในเมือง รับบัตรเครดิตด้วยไม่น่าแลกเงินมาก่อนเลย

IMG_20151101_103704

ซื้อ Budapest Travelcard แบบ 7 วัน เพราะอยู่ยาว อย่าลืมเลือกวันเริ่มต้น และพิมพ์ชื่อจริงลงไปในบัตรด้วย ได้บัตรมาแล้วพกติดตัวไว้ตลอด เผื่อวันไหนมีเจ้าหน้าที่ขอตรวจ

Budapest ticket 7 days

บูดาเปสต์ไม่ได้มีแค่บัส, ซับเวย์ และรถราง แต่ยังมีเรือ และ Trolley Bus เรียกว่าอะไรดี เหมือนไฮบริดระหว่างบัสกับรถราง คือเป็นบัสทีวิ่งตามเสา

Trolley Bus

บน Trolley Bus รู้สึกเหมือนได้กลับกรุงเทพ แต่เอาจริงๆ รถที่ฮังการีก็ดูสะอาด และเป็นระเบียบกว่าบัสในกรุงเทพอยู่ดี แต่สภาพดูเก่า ถึงเก่ามากเป็นบางคัน

Trolley Bus

แต่ใช่ว่าทุกอย่างจะเก่าหมด อย่างรถรางหรือ Tram ที่นี่ขบวนที่ใช้รถใหม่ก็มีอยู่เยอะเหมือนกัน
budapest tram

เริ่มต้นเที่ยวบูดาเปสต์ มืองหลวงของฮังการีด้วยการนั่งซับเวย์ไปฝั่งตรงข้ามรัฐสภาฮังการี (Hungarian Parliament) จากมุมนี้ก็จะเห็นรัฐสภาที่ยิ่งใหญ่ และอลังการมากๆ จากมุมยอดนิยม แม่น้ำที่คั่นก็คือแม่น้ำดานูบ (Danube) ที่ไหลผ่านหลายประเทศในยุโรป รวมถึงออสเตรียด้วย (ตอนนั่งรถไปเชลกี้ คลุมลอฟ ก็ผ่านแม่น้ำดานูบที่เวียนนามาแล้ว)

Hungarian Parliament

ถ้าเป็นกลางคืน จะมีการเปิดไฟทำให้รัฐสภายิ่งดูสวยงามเข้าไปอีก แต่อากาศก็หนาวมากกกกกกก ลมแรง แถมอยู่ริมแม่น้ำด้วย คนที่เดินไปเดินมาก็น้อยมากๆ บรรยากาศก็จะน่ากลัวนิดหน่อย

Hungarian Parliament

พยายามซูมเข้าไป พบรายละเอียดอาคารที่สวยงาม เป็นอาคารที่ดูได้ไม่เบื่อ (แต่อากาศหนาวมาก)

Hungarian Parliament

ตรงจุดที่ถ่ายรูปมีทางเดินเลียบแม่น้ำ และมีท่าเรืออยู่ด้วย และในคืนต่อมา ก็ได้โดยสารเรือจริงๆ โดยใน Budapest Travelcard ที่ซื้อมา ซึ่งแปลว่านั่งเรือฟรี ได้ล่องแม่น้ำดานูบ ผ่านรัฐสภาที่ยิ่งใหญ่โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มด้วย (ต้องเช็คเวลาเดินเรือในเว็บด้วย เพราะบางฤดูกาลเรือก็ไม่วิ่งนะ)

budapest Boat

ตอนเรือมาจอดที่ท่าก็งงๆ อยู่ เพราะคิดว่ามันต้องเป็นเรือโดยสารแบบเรือด่วนเจ้าพระยาอะไรแบบนั้น เลยชูบัตรให้เจ้าหน้าที่ดู เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าใช้ได้ เข้ามาเลย พอเข้าไปก็พบว่าพวกเราเป็นผู้โดยสาร 2 คนในลำนี้ ภายในเรือมีโต๊ะมีเบาะเยอะมาก กระจกก้มองวิวภายนอกได้

ต่อมานั่งบัสขึ้นเขา Castle Hill (ใช้ Google Map) ไปยังโบสถ์แมทเทียส (Matthias Church)

Matthias Church

ป้อมชาวประมง (Fisherman’s Bastion) อยู่ข้างๆกัน สร้างเพื่อป้องกันเมืองจากการรุกรานของพวกมองโกเลีย (มาไกลมากจริงๆ)

Fisherman's Bastion

บูดาเปสต์ ถูกแบ่งครึ่งด้วยแม่น้ำดานูบ จะมีฝั่งนึง (ซึ่งก็คือฝั่งนี้) เป็นฝั่งที่มีสิ่งก่อสร้างยุคเก่ามากมาย (และส่วนใหญ่อยู่บนเขา) เรียกว่าเมืองเก่า ส่วนอีกฟากก็จะเป็นเมืองใหม่ เพราะเราอยู่บนเขาทำให้เห็นวิวเมืองใหม่ได้

budapest

พอหันซ้ายก็จะเห็นรัฐสภาอยู่ฝั่งตรงกันข้ามเช่นกัน เป็นวิวที่สวยมาก

Hungarian Parliament

มาถึงแค่วันแรกก็เรียกได้ว่าชอบบูดาเปสต์มากกว่าเวียนนาซะอีก ถึงบ้านเมือง และการคมนาคมจะดูเก่า และโทรมไปหน่อย แต่สิ่งก่อสร้างสวยงามมาก การเดินทางที่ว่าเวียนนาสะดวกแล้ว บูดาเปสต์ก็สะดวกยิ่งขึ้นไปอีก แถมค่าครองชีพก็ถูกมากด้วย (พอๆ กับกรุงเทพเลย) ซึ่งจริงๆ แล้ว Castle Hill สามารถขึ้นมาได้ด้วย Budapest Castle Hill Funicular แต่เห็นว่ามีบัสก็วิ่งขึ้นมาบนเขาอยู่แล้ว ก็ใช้บัสไป ไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม ขากลับกะจะแวะ Budapest Castle แต่เลยป้าย… ก็เลยช่างมันแล้วกัน 55555

Budapest Castle Hill Funicular

ลงจากเขามาแล้วก็จะเจอสะพานโซ่ (Chain Bridge) พาดผ่านแม่น้ำดานูบเป็นส่วนเชื่อมเมืองบูดาเปสต์ไว้ด้วยกันเป็นสะพานแรก

Chain Bridge

ด้วยความที่เห็นความอลังการของสิ่งก่อสร้างในบูดาเปสต์มาทั้งวันแล้ว พอเห็น Chain Bridge ก็เลยรู้สึกเฉยๆ แต่ก็เป็นสะพานที่บรรยากาศดี มีทางเดินเท้ากว้าง เดินเรื่อยๆ ไม่ไกลมาก เราก็ข้ามมาฝั่งเมืองใหม่เรียบร้อยแล้ว

Chain Bridge

อีกคืนมาเดินถ่ายรูป Budapest Castle หรือ Buda Castle ถ่ายจากฝั่งเมืองใหม่ ปราสาทบนเขานี่ให้ความยิ่งใหญ่ และแข็งแกร่งมากๆ

Buda Castle

แต่ก็ต้องขอถอนคำพูดด้านบนเพราะพอเดินมาเจอวิว Buda Castle บวกกับ Chain Bridge แล้วยิ่งสวย เป็นบรรยากาศที่อยากร้องว่าสุดยอดโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย แล้วก็ได้กรี๊ดจริงๆ เพราะเจอผี 2 ตนริมแม่น้ำ (เพราะไปตรงกับคืนวันฮาโลวีน ก็เลยมีคนแต่งตัวชุดผีกันหลายคน แล้วก็ดันมี 2 สาวแต่งเป็นผียืนเงียบๆ อยู่ริมน้ำ….)

Buda Castle

แวะไปเดินตลาด Central Market Hall หรือ Nagy Vásárcsarnok ตลาดที่ใหญ่มาก ขายทั้งของสด ผักผลไม้ เสื้อผ้า และของที่ระลึก แบ่งออกเป็นล็อคๆ มี 2 ชั้น

Central Market Hall

ทางเดินกว้างดี ที่นี่รวมถึงออสเตรีย ผู้คนนิยมกินเนื้อแปรรูปกันเยอะมาก เช่นพวก ไส้กรอก, แฮม, โบโลน่า และซาลามี่ แต่ขอบายจริงๆ เพราะกินมาหลายมื้อแล้ว ก็เลยซื้อพวกทั้งเนื้อหมูสด, เนื้อไก่สด, ผัก, ผลไม้เอากลับไปทำอาหารแทน

Nagy Vásárcsarnok

เพราะอยู่บูดาเปสต์หลายวัน เลยค่อยๆ เที่ยว เช้าอีกวันเพื่อนนอนยาว ก็เลยนั่งบัสมาที่ Heroes’ Square คนเดียว

Heroes Square

Heroes Square

ตรงนี้คือ Városligeti Műjégpálya és Csónakázótó หน้าหนาวจะกลายเป็นลานสเก็ตน้ำแข็งด้วย แต่ช่วงที่ใบยังเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง เลยไม่มีน้ำแข็งตรงนี้

Városligeti Műjégpálya és Csónakázótó

เดินเข้ามาข้างในก็จะพบกับอีกปราสาทนึง นั่นก็คือ Vajdahunyad Castle สิ่งปลูกสร้างก็ยังคงมีความยิ่งใหญ่อลังการ

Vajdahunyad Castle

ทางเข้า Vajdahunyad Castle เหมือนทางเข้าในนิยายเลยจริงๆ ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ทางการเกษตรนะ Agriculture Museum

Agriculture Museum

มีทั้งโบสถ์ หอคอย และปราสาทรวมอยู่ในที่เดียวกัน นี่คือโบสถ์ Jáki kápolna

Jáki kápolna

พื้นที่รอบๆ เป็นสวนขนาดใหญ่ และมีซับเวย์ผ่ากลางสวน ทำให้ไม่ต้องเดินกลับไปขึ้นบัสด้านหน้า ตอนนั้นเป็นปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้ว สีใบไม้เลยไม่สวยเท่าตอนที่อยู่ออสเตรีย แต่ก็ยังมีใบไม้ให้ได้ชมอยู่บ้าง

RTSP2554

บรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสีแถวๆ Soviet War Memorial ในเมือง นอกจากจะมีอนุสรณ์แล้ว ยังมีสนามเด็กเล่น และเก้าอี้ให้นั่งพักผ่อนอยู่ใกล้ๆ

Soviet War Memorial

Soviet War Memorial กับการเมืองเราจะไม่ยุ่ง (มากนัก)

Soviet War Memorial

Soviet War Memorial

วันต่อมา (อยู่หลายวัน) ก็ได้นั่งรถรางรุ่นใหม่อีกครั้ง คราวนี้นั่งมาสุดสาย เลยได้เห็นท่ารถสุดสายของรถราง ว่าเป็นแบบนี้นี่เอง

Budapest Tram

รถรางรุ่นเก่าก็คลาสสิคดีแฮะ

classic tram

จากนั้นก็นั่งบัสต่อขึ้นมายัง Citadella เป็นป้อมปราการที่ตั้งอยู่บนเขา Gellért Hill (บางคนก็เลือกที่จะเดินขึ้นมา เพราะมีทางเดินขึ้นเขาลูกนี้เช่นกัน)

Citadella

Citadella เป็นป้อมปราการที่ถูกใช้งานจริง ดูจากร่องรอยบนผนังได้

Citadella

อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ (Liberty Statue Budapest) ที่ป้อมปราการนี้ก็ใหญ่โตอลังการ

Citadella

บน Gellért Hill นี้สูงกว่า Castle Hill ก็เลยมองมองบูดาเปสต์ได้จากมุมที่สูงกว่า จากตรงนี้เราจะเห็นแม่น้ำดานูบไหลผ่าน ตัดกลางเมือง

Danube

มองมาทางซ้าย หรือมองฝั่งที่ยืนอยู่ ก็จะเป็นฝั่งเมืองเก่า ซึ่งเห็น Buda Castle ชัดเจน ฝั่งเมืองเก่านี้มีชื่อเรียกว่า Buda

RTSP2754<

มองไปทางขวา หรือฝั่งตรงข้ามก็คือฝั่งเมืองใหม่ (ใหม่กว่าฝั่งนี้) ฝั่งเมืองใหม่นี้มีชื่อเรียกว่า Pest

budapest

รวมกัน 2 เมืองก็เป็น Budapest (นี่เรื่องจริง ไม่ใช่มุก)

ส่วนที่เห็นเป็นโบสถ์สูงๆ อยู่กลางเมืองใหม่ นั่นคือ มหาวิหารเซนต์สตีเฟน​ (St.Stephen Basilica) เป็นอาคารที่มีความสูงที่สุดในบูดาเปสต์ (เท่ากับรัฐสภา)

St.Stephen Basilica

ภายใน St.Stephen Basilica นี่มันอลังการจริงๆ อลังการจริงๆ (ตั้งใจใช้ 2 ประโยคซ้ำ)

St.Stephen Basilica

St.Stephen Basilica

หลังจากวันฮาโลวีนวันที่ 31 ตุลาคม พอย่างเข้าวันที่ 1 พฤศจิกายนก็เป็นวัน All Saints’ Day วันรำลึกถึงนักบุญ และวันที่ 2 เป็นวัน All Souls’ Day เป็นวันรำลึกถึงผู้คนที่เสียชีวิตไป ตามเว็บการท่องเที่ยวฮังการีมีการแนะนำให้มาที่สุสาน Kerepesi Cemetery ก็เลยตัดสินใจไป

All Souls' Day

พบว่ามีผู้คนเข้ามาเยี่ยมหลุมศพกันค่อนข้างเยอะ (แต่เดินๆ ไปเริ่มไม่มีคน)

Kerepesi Cemetery

บรรยากาศเมืองทั่วๆ ไปของฮังการีก็สวยดี แต่บ้านเรือนหลายที่ก็ทรุดโทรม ไม่ได้ดูใหม่เหมือนเวียนนา แต่ดูมีศิลปะ และอลังการกว่า (ในยุคก่อนๆ น่าจะเจริญรุ่งเรืองมาก) แต่การการจัดการคมนาคมก็ยังคงดีมากๆ

budapest

ที่ฮังการีแนะนำร้าน Trófea Grill Étterem มีหลายสาขา ค่อนข้างหรูนิดนึง ควรโทรจองก่อน หรือถ้าจะ walk in ก็ต้องรีบไปเป็นร้านบุฟเฟ่ต์ที่รวมอาหาร และเครื่องดื่มหลายประเภท หรือจะลองไปร้าน Gundel Étterem ดูก็ได้ อยู่ใกล้ๆ Heroes’ Square

วันกลับต้องนั่งซับเวย์สาย M3 เพื่อไปต่อบัสสาย 200E เข้าสนามบิน เพราะไม่มีรถไฟไปถึงสนามบินโดยตรง ซึ่งบัตรที่ซื้อครอบคลุมการเดินทางทั้งหมด ช่างเป็นรถไฟที่คลาสสิค!!

Train

ถ้าเปรียบเป็นผู้หญิง บูดาเปสต์ก็คงเป็นสาวเชื้อเจ้าคลุกฝุ่น มาใช้ชีวิตจนๆ แต่ก็ทั้งสวย ทั้งลุย พอได้อยู่ด้วยกันแล้วก็รู้สึกว่า เธอนี่มันโคตรเจ๋งเลยเว้ยยยยยยย (แถมพอมาเจอบ้าน บ้านก็สวยมากนะ)

สรุป

ยุโรปกลางนี่ดีจริงๆ ไม่ได้แพงมากนักแต่ก็สวย, หรู และอลังการงานสร้าง แต่ละประเทศไม่ใหญ่มากเลยสามารถไปได้หลายประเทศต่อการมาเที่ยวครั้งนึง วีซ่าเชงเก้นเป็นอะไรที่สะดวกมาก ชอบทั้ง ออสเตรีย, เช็ก และฮังการี ที่ประทับใจที่สุดก็คงบูดาเปสต์ เพราะเรื่องค่าครองชีพที่ไม่แพง, การคมนาคมที่สะดวก วิว และบรรยากาศที่สวยงาม มีทั้งธรรมชาติ และสิ่งก่อสร้างที่สวยงาม

พูดถึงอีกเรื่องคือเรื่องโจร ขโมยของ หรือจี้ปล้น ที่ไปมาไม่เจอเลย แต่ก็พยายามระวังตัวตลอดเวลา และจดสถานีตำรวจที่ใกล้ๆ เอาไว้ด้วย ใครอยากลองเที่ยวยุโรป 3 ประเทศนี้ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เชียร์ฮังการีมากๆ อยากให้คนไปเยอะๆ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s